2.1 โรคประสาทหูเสื่อมจากการทำงาน
 

2.1 โรคประสาทหูเสื่อมจากการทำงาน (Hearing impairment caused by noise)

เสียง ( Sound or Noise) คือพลังงานที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลของตัวกลาง ที่เสียงเคลื่อนที่ผ่าน  เป็นเหตุให้เกิดการอัดและขยายตัวของอากาศสลับกันไป  มีผลทำให้ความดันบรรยากาศเปลี่ยนเป็นสูงต่ำสลับกันเป็นคลื่น  เช่นเดียวกับการอัดขยายของอากาศ คลื่นที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า คลื่นเสียง
การทำงานหรือการประกอบอาชีพอาจมีผลทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินได้ โดยมักมีความผิดปกติของหูทั้ง 2 ข้าง มากกว่าข้างเดียว ประเภทของการสูญเสียอาจเป็นการสูญเสียของการนำเสียง (Conductive ) หรือประสาทการได้ยิน ( sensorineural) หรือแบบผสม  (mixed ) เลยก็ได้  สำหรับการสูญเสียการได้ยินแบบการนำเสียง ( Conductive) หมายถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่หูชั้นนอก  หรือหูชั้นกลาง  ซึ่งเป็นการส่งผ่านของเสียงก่อนที่จะไปถึงหูชั้นใน

ในลักษณะของการทำงานโดยทั่วไป การสูญเสียการได้ยินสามารถที่จะเกิดได้หลายสาเหตุ เช่นจากการเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ การเกิดแผลไฟไหม้บริเวณหู  การสัมผัสกับสารเคมีที่มีพิษต่อหู แต่ส่วนใหญ่สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินจากการทำงานที่พบบ่อยที่สุดคือ  การสูญเสียการได้ยินแบบ sensory hearing loss โดยเกิดจากการได้รับสัมผัสกับเสียงดังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ( Noise – induced hearing loss, NIHL )

ลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยง
งานที่สัมผัสกับเสียงดัง ได้แก่ งานอุตสาหกรรมโลหะ งานตัดไม้ เลื่อยไม้   อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อาชีพขับรถรับจ้าง เป็นต้น

อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย
ผู้ที่มีภาวะหูเสื่อมจากเสียงดัง  จะรู้สึกว่าการได้ยินของตนเองลดลง  หรือมีปัญหาในการได้ยิน อาการที่พบบ่อยทีสุดคือ ฟังคนอื่นพูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจเมื่อมีคนมาพูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้ยินลำบากมากขึ้นถ้าในบริเวณนั้นมีเสียงดังด้วย เพราะเสียงดังที่ดังรบกวนมักจะเป็นเสียงความถี่ต่ำ ทำให้มาบดบังหรือรบกวนการได้ยินคลื่นเสียงความถี่ต่ำจากคำพูด   ซึ่งผู้ป่วยมักจะได้ยินกว่าเสียงความถี่สูง  (ที่มีการสูญเสียการได้ยินไปแล้ว)  และด้วยสาเหตุที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติที่การได้รับเสียงความถี่สูง  ดังนั้นผู้ป่วยมักจะได้ยินคำพูดผิดปกติไป  เมื่อเป็นคำที่มีเสียงสูง  หรือผู้พูดมีโทนเสียงสูง เช่น  ผู้หญิง หรือเด็ก เป็นต้น

นอกจากจะมีปัญหาเรื่องการได้ยินแล้ว  ผู้ที่มีภาวะสูญเสียการได้ยินมักมีอาการได้ยินเสียงดังในหูเช่น เสียงหึ่ง ๆ หรือเสียงกระดิ่ง   ความผิดปกติดังกล่าวอาจจะเป็นพักๆ หรือเป็นตลอดเวลา  และอาการจะ เป็นมากขี้น  เวลาสัมผัสกับเสียงดังมาก ๆ  นอกจากนี้อาการได้ยินเสียงดังผิดปกติในหูจะนี้จะรู้ทำให้รู้สึก รำคาญ ดังนั้นผู้ป่วยมักจะบ่นเรื่องการนอนไม่ค่อยหลับหรือไม่มีสมาธิในการทำงานในห้องที่เงียบ

เมื่อทำการทดสอบด้วยส้อมเสียง จะพบว่าการได้ยินแบบการนำเสียงทางอากาศดีกว่าการนำเสียงโดย กระดูก  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง  มักพบความผิดปกติจากการตรวจการได้ยินที่ช่วงความถี่สูง  โดยความผิดปกติของระดับการได้ยินการจะลดลงมากที่สุดที่ช่วงความถี่ 4000 Hz.  ในกรณีที่ผู้ป่วยยังคงสัมผัสกับเสียงดังต่อไป  การสูญเสียการได้ยินจะเป็นมากขึ้นและขยายมาเป็นการสูญเสียการได้ยินท่าช่วงความถี่ต่ำที่เป็นช่วงของคำพูดหรือสื่อภาษาต่าง ๆ (500- 2000 Hz)  ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการติดต่อสื่อสาร

การวินิจฉัยโรคเพื่อการรายงาน
1. มีอาการและอาการแสดงของสูญเสียการได้ยิน
2. มีประวัติการทำงาน  แลระยะเวลาการทำงานที่สัมผัสกับเสียงดัง
3. ผลการตรวจการได้ยิน (Audiogram) มีลักษณะเป็นรูปอักษร วี คือมีจุดตก (notch) ที่บริเวณ
4000 Hz ( 3000 – 6000 Hz โดยพิจารณาเทียบกับ 2000 และ 8000 Hz ซึ่งมักเป็นกับหูทั้งสอง
ข้างพอ ๆกัน

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจการได้ยินด้วยเครื่อง Audiometer ก่อนตรวจให้ผู้รับการตรวจพักหูโดยการหยุดการสัมผัสเสียงดังก่อนเป็นเวลา อย่างน้อยที่สุด 12 ชั่วโมงเพื่อลดภาวะหูตึงชั่วคราว

การอ่านและแปลผลการตรวจการได้ยิน

ระดับการได้ยินปกติ  หมายถึง  ระดับได้ยินเสียงเสียงของหู (Hearing threshold) เมื่อทำการวัดการได้ยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500- 6000 Hz. มีค่าไม่เกิน 25 เดซิเบล

ระดับการได้ยินที่ต้องเฝ้าระวัง  หมายถึง  ระดับเริ่มการได้ยินเสียงของหู (Hearing threshold) เมื่อทำการตรวจวัดการได้ยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500- 6000 Hz. แล้วมีการได้ยินระดับเสียงมากกว่า 25 เดซิเบล ในความถี่ใดความถี่หนึ่งที่ 500 – 6000 Hz.

ระดับการได้ยินที่ผิดปกติสำหรับ NIHL  หมายถึง  ระดับได้ยินของลูกจ้างที่มีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินที่ 500  1000  2000  และ 3000  Hz. มากกว่า 25 เดซิเบล  หรือมีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินที่ 4000 และ 6000 Hz. เท่ากับ 45 เดซิเบล  หรือมากกว่า

การตรวจการได้ยินเพื่อการเฝ้าระวัง
กิจกรรมที่สำคัญในการเฝ้าระวังด้านสุขภาพ คือการตรวจการได้ยินให้แก่ลูกจ้างด้วยเครื่อง
Audiometer การซักประวัติผู้ปฏิบัติงาน  ซึ่งรวมถึงประวัติการทำงานสัมผัสเสียงดัง  การใช้ยา โรคประจำตัว การเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน  ลูกจ้างทุกคนที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่มีระดับเสียงดัง ≥85 – 140 dB (A) ต้องได้รับการตรวจการได้ยิน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสุขภาพป้องกันการสูญเสียการได้ยิน

ช่วยระยะเวลาการตรวจการได้ยินมี 3 ลักษณะคือ 

- การตรวจการได้ยินก่อนเข้างานเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline audiogram) หมายถึงการตรวจการได้ยินแก่ลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ หรือลูกจ้างที่บรรจุใหม่ของสถานประกอบการที่จะเข้าทำงานในแผนกที่มีระดับเสียงดัง ≥85 dB (A)   เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน

- การตรวจเฝ้าระวังการได้ยิน หรือการตรวจติดตาม หรือตรวจประจำปี ( Annual audiogram) หมายถึงการการตรวจการได้ยินให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียง โดยนำผลการตรวจการได้ยินที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับผลการตรวจการได้ยินที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ( Baseline audiogram)ทุกครั้ง  ถ้าพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินเท่ากับ 15  เดซิเบล หรือมากกว่าที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งที่ 500 1000 2000 3000 4000 หรือ 6000 Hz. ในหูข้างใดข้างหนึ่ง  ผู้ทำการตรวจการได้ยินต้องอธิบายวิธีการตรวจการได้ยินอีกครั้ง  และดำเนินการตรวจการได้ยินใหม่ หากผลการได้ยินพบว่ามีการสูยเสียการได้ยินเท่ากับ 15 เดซิเบลหรือมากกว่าที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งให้นัดตรวจซ้ำ ( Confirmation audiogram) ภายใน 30 วันนับจากวันที่ทำการตรวจ หากผลการตรวจพบว่าระดับการได้ยินดีกว่าข้อมูลพื้นฐานให้ใช้ค่าที่ตรวจได้ใหม่นี้เป็นค่า New baseline audiogram

- การตรวจการได้ยินก่อนลาออกหรือเปลี่ยนงาน ( Exit audiogram) หมายถึงการตรวจการได้ยินให้แก่ลูกจ้างที่ลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนไปทำงานในแผนกอื่นที่สัมผัสเสียงดัง  น้อยกว่า85 dB (A)   บันทึกผลการได้ยินไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพของลูกจ้าง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลอ้างอิงทางด้านสุขภาพ

มาตรฐานทางด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อมหมวด 3 เรื่องเสียง  อาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 ( 7) แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2525 กำหนดไว้ดังนี้ ข้อ 13 ภายในสถานประกอบการที่ให้ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งทำงานดังต่อไปนี้

  1. ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง ต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน  91 dB ( A)
  2. เกินกว่าวันละ 7 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงจะต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 dB ( A)
  3. เกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง จะต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 80 dB ( A) ข้อ 14 นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในที่มีระดับเสียงเกินกว่า 140 dB ( A) มิได้