1.10 โรคจากตะกั่ว
 

1.10 โรคจากตะกั่ว (Disease caused by lead or its toxic compound)
ตะกั่วเป็นสารโลหะที่มีสีเทาอมเงิน ตะกั่วที่ใช้ในอุตสาหกรรมจะมีสองชนิด ตะกั่วอินทรีย์ และตะกั่วอนินทรีย์   ผู้ประกอบอาชีพและงานที่เสี่ยงต่อการได้รับพิษจากสารตะกั่วได้แก่ อุตสาหกรรมผลิต แบตเตอรี่ อุตสาหกรรมผลิตแก้ว อุตสาหรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์  กระเบื้องและการทำเซรามิก

อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย
ตะกั่วอินทรีย์จะถูกดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารและระบบหายใจ ตะกั่วจะกระจายตัวอยู่ในกระแสเลือด ตับและไต การได้รับตะกั่วอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานส่วนใหญ่จะถูกสะสมที่เนื่อเยื่อกระดูก อาการแบบเฉียบพลัน  ได้แก่คลื่นไส้  อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรงเป็นพัก ๆ ( colicky pain) ความคิดสับสน การทำงานของร่างกายไม่ประสานกัน มีอาการทางสมอง เช่นชัก  หรือหมดสติ อาการแบบเรื้อรัง เบื่ออาหาร  คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง ( colicky pain ) น้ำหนัก ลดปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ข้อมือตก (wrist drop) ข้อเท้าตก  อาการทางระบบประสาท รอบนอกผิดปกติ ได้แก่ อาการชาตามปลายมือปลายเท้า  พบภาวะเลือดจางภาวะไตวายเรื้อรัง  มีอาการของโรคเก๊าท์ อาจพบเส้นตะกั่ว (Lead line)  คือเส้นสีน้ำเงินเทาที่เหงือก อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ ซึม ชักและหมดสติ

การวินิจฉัยโรคเพื่อการรายงาน
1. มีอาการของโรคพิษตะกั่ว
2. ประวัติการทำงานในอาชีพที่เสี่ยง
3. ระดับตะกั่วในเลือดสูง
4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการในเรื่องผลกระทบของตะกั่วต่อร่างกาย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1. การตรวจวัดระดับตะกั่วในเลือด (Blood lead level) เป็นการตรวจเลือดหาสารตะกั่วอนินทรีย์ (inorganic lead )โดยเก็บตัวอย่างจากหลอดเลือดดำและ ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

ตารางที่ 1 ระดับตะกั่วในเลือดและอาการแสดง

ระดับตะกั่วในเลือด (mg/dl) ผลกระทบต่อร่างกาย
5 Transplacental transfer
10 Developmental toxicity ในเด็ก
20 Erythrocyte protoporphyrin เพิ่ม
50 Porphyrin enzyme ลดและmetabolites เพิ่ม
60-100 Symptomatic เช่น Colic, anemia, neuropathy
100 Encephalopathy
150 Death

แหล่งที่มา:  สมิง เก่าเจริญ และคณะ หลักการวินิจฉัยและรักษาภาวะเป็นพิษ

2. การตรวจทางโลหิตวิทยา ไดแก้ CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด) ,การตรวจ Bun, Cr เพื่อดูการ ทำงานของไต
3. การตรวจการนำกระแสไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyogram)

การตรวจติดตามผู้ที่สงสัยโรคพิษตะกั่ว

ถ้าตรวจวัดระดับตะกั่วในเลือดแล้วพบว่ามีค่าน้อยกว่า 40 µg/dl  ถ้าไม่มีอาการของโรค ควรเฝ้าระวังและเจาะเลือดวัดระดับสารตะกั่วทุก 6 เดือน  ถ้ามีอาการแสดงเฉพาะกับพิษสารตะกั่ว ให้ตรวจวัดผลกระทบของสารตะกั่ว ในระบบการสร้างเลือดหรือ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ได้แก่ การตรวจ CBC (การตรวจนับเม็ดเลือด) และการตรวจ Bun, Cr เพื่อดูการทำงานของไต และการตรวจเพื่อช่วยสนับสนุนและ/ หรือแยกโรคตามแต่อาการ และอาการแสดง เช่นการตรวจการนำกระแสไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyogram) ถ้าผลการตรวจที่กล่าวมาผิดปกติ ให้ทำการทดสอบ EDTA provocation test  (การตรวจวัดระดับสารตะกั่วในปัสสาวะหลังการให้ Chelating agants (ยาขับพิษ)

ผลการตรวจวัดระดับตะกั่วในเลือดอยู่ระหว่าง 40- 60 µg/dl  ถ้าไม่มีอาการควรเฝ้าระวังอย่าง ใกล้ชิดเจาะเลือดหาระดับตะกั่วทุก 3 เดือน ถ้ามีอาการแสดงเฉพาะกับพิษสารตะกั่ว ให้  ทำการทดสอบ EDTA provocation test  ถ้าได้ผลบวกเป็นLead poisioning ให้ย้ายออกจากหน้าที่เดิมและทำการรักษา

ผลการตรวจวัดระดับตะกั่วในเลือดมากกว่า60 µg/dl ถ้าไม่มีอาการให้ย้ายออกจากหน้าที่เดิมจนกว่า ระดับตะกั่วในเลือดลดลงมาต่ำกว่า 40 µg/dl  ทดสอบEDTA provocation test ถ้าได้ผลบวกให้การรักษา  ถ้ามีอาการแสดงเฉพาะกับพิษสารตะกั่ว เป็น Lead poisioning ให้ผู้ป่วยย้ายออกจากงานหน้าที่เดิมทันที  และให้การรักษา

มาตรฐานทางด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน
ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515  กำหนดให้ความเข้มข้นเฉลี่ย ตลอดระยะเวลาการทำงานไม่เกิน 0.2 mg/m3  

มาตรฐานทางชีวภาพของสารตะกั่ว
ประเทศไทยมาตรฐานที่ใช้อยู่คือ  ระดับตะกั่วในเลือดของคนทั่วไปไม่ควรเกิน 40µg/dl  ค่าที่ยอมให้มีไว้ชั่วคราวในคนทำงานสัมผัสกับสารตะกั่ว ไม่เกิน60µg/dl