4. นโยบาย มาตรการของกระทรวงสาธารณสุข และโครงการของกรมควบคุมโรคในการดูแลในการดูแลสุขภาพกลุ่มเกษตรกร
 
  1. 4. นโยบาย มาตรการของกระทรวงสาธารณสุข และโครงการของกรมควบคุมโรคในการดูแลในการดูแลสุขภาพกลุ่มเกษตรกร

กรมควบคุมโรคได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มแรงงานนอกระบบกลุ่มใหญ่ของประเทศ เป็นกลุ่มแรงงานที่สำคัญและมีปัญหาในด้านการใช้สารเคมีทางการเกษตรสูง ดังนั้น กรมควบคุมโรคได้มอบหมายให้สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมมีการเฝ้าระวังสุขภาพของเกษตรกร โดยมีการตรวจคัดกรองสุขภาพกลุ่มเกษตรกรที่มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมตด้วยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส (Cholinesterase reactive paper) เพื่อตรวจหาระดับเอ็นไซม์คลอรีนเอสเตอเรสในร่างกายของผู้สัมผัสสารเคมี โดยมอบให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย มีการขยายงานให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนำไปใช้ในการตรวจคัดกรองสุขภาพให้แก่เกษตรกร มีการรายงานผลการดำเนินงานจากจังหวัดส่งรายงานเข้ามาให้สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม

ในปี พ.ศ. 2554 กรมควบคุมโรคได้ดำเนินการบูรณาการงานร่วมกันระหว่างกรมวิชาการ 4 กรมของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ และกรมสุขภาพจิต สนับสนุนให้หน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ดำเนินการดูแลสุขภาพเกษตรกร ภายใต้โครงการเกษตรกรปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย สมุนไพรล้างพิษ กายจิตผ่องใส มีกิจกรรมที่สำคัญๆได้แก่ การประเมินความเสี่ยงในการทำงานอย่างง่ายโดยการใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับประวัติการทำงานการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (แบบนบก.1) การตรวจคัดกรองสุขภาพโดยการเจาะเลือดทดสอบระดับ Cholinesterase ให้แก่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งคุกคามสุขภาพด้านสารเคมีที่ใช้ในกำจัดแมลงในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตหรือกลุ่มคาร์บาเมต หากพบว่าเกษตรกรมีระดับเอนไซม์คลอรีนเอสเตอเรสต่ำ จะมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยให้เกษตรกรเข้ารับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นคือ ให้นำรางจืดไปต้มดื่มรับประทานอย่างน้อย 7 วัน ไม่เกิน 30 วัน พร้อมให้คำแนะนำการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยรวมถึงการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตไปด้วย จากนั้นให้ตรวจคัดกรองสุขภาพด้วยการเจาะเลือดหาระดับ Cholinesterase ซ้ำว่าปลอดภัยหรือไม่ หากพบว่าระดับ Cholinesterase ยังเสี่ยงและไม่ปลอดภัย ควรแนะนำให้หยุดการสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมแบบเกษตรทางเลือก

ปี พ.ศ. 2555 กรมควบคุมโรคโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้พัฒนารูปแบบจัดบริการคลินิกสุขภาพเกษตรกร เพื่อดูแลสุขภาพเกษตรกรแบบครบวงจรและต่อเนื่อง ดำเนินการนำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ และอุทัยธานีมีอำเภอเข้าร่วมโครงการฯจำนวน 11 อำเภอและมีรพ.สต.เข้าร่วมดำเนินงานจำนวน 18 แห่ง

ปี พ.ศ. 2556 กรมควบคุมโรคจึงมีนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาและร่วมมือกับเครือข่ายภายในและนานาชาติ ให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 – 12 สนับสนุนเครือข่ายระดับจังหวัด โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีการดำเนินงานจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่กลุ่มแรงงานในชุมชนโดยในระยะแรกให้เริ่มที่กลุ่มเกษตรกร สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งเป้าหมายให้รพ.สต.มีการดำเนินงานจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่กลุ่มแรงงานในชุมชน จังหวัดละ 1 แห่ง รวม 76 แห่ง และมีรพ.สต.เข้าร่วมดำเนินงานจำนวน 1,092 แห่ง ซึ่งเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้

ปี พ.ศ. 2557 สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งเป้าหมายให้รพ.สต.มีการดำเนินงานจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่กลุ่มแรงงานในชุมชน ร้อยละ 10 ของจำนวนรพ.สต.ในแต่ละจังหวัด และมีรพ.สต.เข้าร่วมดำเนินงานจำนวน 1,841 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 18 ของจำนวน รพ.สต. ทั้งประเทศ

ปี พ.ศ. 2558 สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้ มีการดำเนินงานจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่กลุ่มแรงงานในชุมชน ร้อยละ 20 ของจำนวนรพ.สต.ในแต่ละจังหวัด และมีรพ.สต.เข้าร่วมดำเนินงานจำนวน 3,333 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 33.04 ของจำนวน รพ.สต. ทั้งประเทศ

ปี พ.ศ. 2559 สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งเป้าหมายให้รพ.สต.มีการดำเนินงานจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่กลุ่มแรงงานในชุมชนโดยภาพรวมการจัดบริการทั้งประเทศ ตั้งเป้าหมายเป็นร้อยละ 40 ของจำนวน รพ.สต. ทั้งประเทศ

 

          การดำเนินงานจัดบริการอาชีวอนามัยให้แก่กลุ่มแรงงานในชุมชน (คลินิกสุขภาพเกษตรกร)เป็นการส่งเสริมให้หน่วยบริการสาธารณสุขปฐมภูมิดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพให้แก่เกษตรกรและแรงงานอื่นๆในชุมชน โดยมีการดำเนินการทั้งเชิงรุกและเชิงรับ สนับสนุนให้มีการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ของพื้นที่ เพื่อวางแผนการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และอาศัยการมีส่นร่วมของประชาชน

                   การจัดบริการอาชีวอนามัยเชิงรับ ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก คือ การซักประวัติการเจ็บป่วยจากทำงาน การประเมินความเสี่ยงและตรวจคัดกรองสุขภาพตามความเสี่ยง การวินิจฉัยโรคจากการทำงานเบื้องต้น การรักษาพยาบาลเบื้องต้นและการส่งต่อ  การบันทึกข้อมูล รายงานโรคและจัดเก็บข้อมูลตามระบบของหน่วยบริการ การให้คำปรึกษา การให้สุขศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ

                   การจัดบริการอาชีวอนามัยเชิงรุก มีกิจกรรมหลัก เช่น สำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน การประเมินความเสี่ยงในการทำงาน การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขด้านอาชีวอนามัย(อส.อช.)หรือ อสม. การสอบสวนโรคและภัยจากการประกอบอาชีพในพื้นที่ ในกรณีที่มีการป่วยด้วยโรคจากการประกอบอาชีพหรือในรายที่สงสัยแต่มีข้อมูลสนับสนุนการวินิจฉัยโรคไม่เพียงพอ การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์เพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคและภัยจากการประกอบอาชีพ

          นอกจากการการจัดบริการอาชีวอนามัยอาชีวอนามัยแล้วยังการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง และสนับสนุนเชิงสังคมในการบริโภคพืช ผักผลไม้ที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายร่วมกันในชุมชน เพื่อลด ละ เลิกการใช้สารเคมี เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรตำบล โรงเรียน เป็นต้น