การประชุม เรื่อง อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของ ICOHS (International Conferences on Occupational Health and Safety) ณ สาธารณรัฐสิงค์โปร ระหว่างวันที่ 3-4 มีนาคม 2559
 

การประชุม

เรื่อง อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของ ICOHS (International Conferences on Occupational Health and Safety) ระหว่างวันที่ 3-4 มีนาคม 2559 ณ สาธารณรัฐสิงค์โปร

   

 

  1. การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุม international scholarly and research & innovation จัดโดย WASET ย่อมาจาก World Academy of Science Engineering and Technology) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานวิจัย และ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในหลายๆ ด้าน ซึ่งมีการจัดประชุมอย่างต่อเนื่องหลายครั้งในแต่ปี รายละเอียดตามที่อยู่เว็บไซต์ https://www.waset.org/

 

  1. ผู้เข้าร่วมประชุมและนำเสนอผลงาน ประกอบด้วย คณาจารย์ นักวิจัย และ นักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน จำนวน 23 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แอฟริกาใต้ เม็กซิโกฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรเลีย ซาอุดีอาระเบีย เดนมาร์ก โอมาน ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลี อินเดีย ซูดาน เวียดนาม ฮ่องกง จีน ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์ และ ไทย (มีผู้แทนจากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร) รวมผู้เข้าประชุมประมาณ 50 คน

 

  1. ผู้เข้าร่วมประชุมจากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค รวม 7 ท่าน คือ

 

  1. สาระสำคัญในการประชุม สรุปดังนี้
  2. 1 รูปแบบการประชุม

หลังจากการลงทะเบียน ผู้จัดการประชุมได้กล่าวทักทายและเปิดการประชุม และ นำเสนอผลงาน ดังนี้

เมื่อจบการนำเสนอ ได้เปิดโอกาสให้มีการอภิปราย และ ซักถามในแต่ละเรื่อง

 

  1. 2 เนื้อหาบทคัดย่อที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

ภาพรวมเนื้อหาผลงานวิจัย ส่วนใหญ่เป็นด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ วิศวกรรม และ นวัตกรรมเทคโนโลยีขนาดเล็ก อีกทั้งมี Intervention ในพื้นที่เฉพาะ ที่ยังไม่ใช่ภาพรวมของประเทศ ผลงานวิจัยต่างๆ จึงต้องมีการทบทวนก่อนนำมาปรับใช้ภายในประเทศ

การวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาปัญหาความปวดเมื่อยของกระดูกและกล้ามเนื้อในกลุ่มศัลยแพทย์ จำนวน 25 คน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเครียดในการทำงานที่มีเวลานานและมีการทำงานในช่วงวันหยุด ใช้เวลาในการศึกษากลุ่มตัวอย่าง เป็นเวลา 1 เดือน ผลการศึกษาพบว่า อวัยวะที่มีความปวดเมื่อยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ บริเวณช่วงคอ ร้อยละ 72 บริเวณหลัง ร้อยละ 56 และบริเวณมือ ร้อยละ 40 ตามลำดับ กลุ่มอายุที่มีเกิดความปวดเมื่อยมากที่สุด คือ กลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป กลุ่มอายุ 30 - 50 ปี และกลุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ ความสูงของโต๊ะ ร้อยละ 56 ท่าทางในการทำงาน ร้อยละ 48 และการถือเครื่องมือเป็นเวลานาน ร้อยละ 24 ตามลำดับ

สำหรับสาเหตุของการปวดเมื่อยบริเวณคอและหลังที่พบเกิดจากความสูงของโต๊ะและการยืนทำงานเป็นเวลานาน นำมาสู่ข้อเสนอแนะ คือ ให้ปรับความสูงของโต๊ะที่เหมาะสม การเพิ่มช่วงเวลาการพัก และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ สาเหตุของการปวดเมื่อยบริเวณส่วนบนของร่างกาย มักจะเกิดกับส่วนหัวไหล่และข้อศอก และเกิดจากการยืนและการถือเครื่องมือเป็นเวลานานข้อเสนอแนะ คือ การใช้เครื่องมือเพื่อช่วยผ่อนแรงคนถือ การเพิ่มช่วงเวลาพัก สาเหตุของการปวดเมื่อยบริเวณส่วนล่างของร่างกาย มักเกิดกับหัวเข่าและเท้า เกิดจากการยืนทำงานเป็นเวลานานและรองเท้าที่ใส่ไม่เหมาะสม ข้อเสนอแนะ คือ การเพิ่มช่วงเวลาพักและการสวมใส่รองเท้าที่มีความนุ่มเพื่อช่วยลดความเมื่อยล้า

ข้อสรุปสุดท้ายของการศึกษานี้ คือ จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการจัดทำคู่มือหรือแนวทางการป้องกันการเกิดปัญหาการปวดเมื่อยของกระดูกและกล้ามเนื้อเพื่อให้เกิดความรู้ที่ถูกต้อง มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมต่อไป

ก๊าซ Radon เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น เป็นก๊าซที่เกิดตามธรรมชาติปะปนอยู่ในชั้นหินหรือแร่หินและสามารถระเหยจากพื้นเข้าสู่บรรยากาศได้ และหากในบรรยากาศมีความเข้มข้นของก๊าซ Radon มากกว่า 200 Bq/m3 ผู้รับสัมผัสจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้ (ข้อมูลจาก WHO พบผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดจากการรับสัมผัสก๊าซ Radon) ทั้งนี้ผู้ที่สูบบุหรี่มักจะมีโอกาสในการเกิดมะเร็งปอดได้ง่ายกว่าคนปกติ

          ในประเทศเดนมาร์กมีการกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ โดยกำหนดว่า ในการสร้างอาคาร สถานที่อยู่อาศัย ต้องมีก๊าซ Radon ในบรรยากาศไม่เกิน 100 Bq/m3 หากมีค่าเกินนี้ต้องทำการปรับปรุงและแก้ไขทันที แต่ในหลายๆ ประเทศนั้นยังคงไม่มีการกำหนดกฎหมายหรือมาตรฐานในเรื่องนี้

          สำหรับการป้องกันการระเหยของก๊าซ Radon จากพื้นสู่บรรยากาศในอาคาร สถานที่อยู่อาศัยนั้น สามารถป้องกันได้โดยการสร้าง Radon Barrier ที่มีความหนาแน่นมากกว่า 1600 kg/m3 และมีความหนาไม่น้อยกว่า 100 mm ติดตั้งบนพื้นดินก่อนการก่อพื้นของอาคาร หรือการติดตั้งท่อระบายก๊าซ Radon ในอาคารและการเปิดประตูหน้าต่างเพื่อช่วยระบายอากาศ

          ข้อสรุปสุดท้ายของการศึกษานี้ คือ ในประเทศที่ยังไม่มีการกำหนดกฎหมาย/มาตรฐานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ควรมีการตระหนักและกำหนดกฎหมาย/มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของผู้อาศัย และการสร้างอาคาร สถานที่อยู่อาศัยใหม่ในพื้นที่เสี่ยงนั้น ต้องมีการคำนึงถึงวัสดุและอุปกรณ์ที่สามารถป้องกันหรือลดการสะสมของก๊าซ Radon ในบรรยากาศภายในด้วยรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆที่สามารถป้องกันหรือลดการสะสมของก๊าซ Radon ในบรรยากาศอยู่เสมอ

การศึกษานี้เป็นการพัฒนาเครื่องมือตรวจวัด Volatile Gases ชนิดเคลื่อนย้ายได้ เพื่อใช้ในภาคสนาม

หมายเหตุ : รายละเอียดบทคัดย่อทั้ง 3 เรื่อง ปรากฏในเว็บไซต์ของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ

  (http://envocc.ddc.moph.go.th/)

  1. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มีประเด็นเนื้อหาด้านกฎหมาย แต่มีประเด็นที่อาจพัฒนาด้านกฎหมายได้ คือ การกำหนดมาตรฐาน Radon ในอาคาร นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านเครือข่ายกับประเทศสมาชิกทั้ง 23 ประเทศ ประเทศไทย มี 2 หน่วยงาน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่จัดการประชุม คือ WASET ซึ่งทำหน้าที่ประสานเครือข่าย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถประสานความร่วมมือด้านผลงานวิจัยได้ ดังนั้น กรมควบคุมโรค จึงควรให้การสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการศึกษาวิจัยที่มีประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตามสรุปผลการประชุมครั้งนี้

ผลงานวิจัยที่สำคัญของประเทศสมาชิกอาเซียน จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ทันสมัย ดังนั้นจึงควรมอบหมายสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่หลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ จัดทำกรอบการศึกษาวิจัย และ สนับสนุนการผลิตผลงานทางวิชาการที่สำคัญ และสนับสนุนให้มีการนำเสนอในเวทีทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ต่อไป

 

ผู้เข้าประชุมจากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม

สรุปรายงานการประชุม

เอกสารประกอบ

- Surgeons_Nightmare_Musculoskeletal_Problems_in_Surgeons_An_O.pdf

- Design_Criteria_for_Achieving_Low_Radon_Concentrations_Indoo.pdf

- Design_of_Wireless_Readout_System_for_Resonant_Gas_Sensors.pdf